ยินดีต้อนรับค่ะ
ร้านดอกแก้ว ยินดีให้บริการทุกท่านด้วยความสุขใจ ติดต่อเราได้หลายช่องทางค่ะ 0629670249

ข้อมูลงานแต่งสอบถามเพิ่มเติมได้น่ะค่ะ

ขั้นตอน งานแต่งงานแบบไทย

พิธีตักบาตรร่วมขัน

ฝ่ายชายจะเป็นผู้มาร่วมพิธีตักบาตรเลี้ยงพระที่บ้านฝ่ายหญิงในตอนเช้าของวันงานพิธี โดยคู่บ่าวสาวจะตักบาตร โดยใช้ทัพพีและใช้ขันใส่ข้าวใบเดียวกัน จากนั้นเจ้าบ่าวจึงจะออกไปตั้งขบวนเตรียมสู่พิธีแห่ขันหมากต่อไป


พิธีแห่ขันหมาก

เสียงตีกลองโห่ร้องอย่างครึกครื้นของขบวนขันหมากฝ่ายเจ้าบ่าวนี่เองที่เพื่อนบ้านจะรู้โดยทั่วกันว่ามีงานมงคล กับลูกสาวบ้านนี้แล้ว โดยในยุคปัจจุบันนิยมจัดพิธีหมั้นและพิธีแต่งงานในวันเดียวกัน ดังนั้นจึงมีการรวบรัดให้การดำเนิน พิธีต่าง ๆ รวดเร็วมากขึ้น ทำให้มีการยุบรวมเอาขนหมากหมั้นและขันหมากแต่งเข้าไว้ด้วยกัน ขันหมากแต่งอาจยุ่งยากกว่าขันหมากหมั้นเล็กน้อยคือมีทั้ง "ขันหมากเอก" ที่บรรจุหมากพลู ถุงห่อถั่วงา เตียบสำหรับใส่หมูต้ม ห่อหมก ขนมจีนแล้วปิดฝาหุ้มคลุมด้วยผ้าแพรหรือผ้าไหมให้สวยงาม ส่วน "ขันหมากโท" จะเป็นการบรรจุผลไม้และขนมต่าง ๆ ที่มีชื่อเป็นมงคล อาทิ ทองเอก ฝอยทอง ซึ่งนิยมจัดเป็นคู่เพื่อความเป็นสิริมงคล นอกจากนี้ต้องเตรียมพานไหว้และพานธูปเทียนไว้สำหรับพิธีรับไหว้ ซึ่งจะมีทั้งต้นกล้วย ต้นอ้อยมะพร้าวอ่อน พานใส่เหล้า แต่หากไม่อยากให้ขบวนขันหมากดูเอิกเกริกจนเกินไป สามารถตัดในส่วนของต้นกล้วย ต้นอ้อย หรือขันหมากโทออกก็ได้ และสำหรับของหมั้นที่นิยมนำมาใช้ประกอบในพิธีก็คือของมีค่า เช่น ทองคำ หรือแหวนเพชร รวมทั้งเงินสินสอดและเงินทุน ซึ่งจะถูกนำมาจัดรวมไว้ในขันหมาก โดยทั่วไปนั้นจะใช้การโห่ร้องรับกัน 3 ลา (ครั้ง) เพื่อเป็นการให้สัญญาณ และเมื่อ ขบวน เดินทางมาถึงบ้านฝ่ายเจ้าสาวแล้วก็จะใช้การโห่ร้องรับกัน 3 ลา อีกครั้งหนึ่งเพื่อเป็นการบอกกล่าวฝ่ายครอบครัว เจ้าสาว ว่าขบวนขันหมากได้เดินทางมาถึงแล้ว


พิธีปิดหรือกั้นประตู

เมื่อขบวนขันหมากของฝ่ายชายเดินทางมาถึงบ้านของฝ่ายหญิง บรรดาญาติพี่น้องของฝ่ายหญิง จะออกมา กั้นประตู โดยถือสร้อยเงิน สร้อยทอง หรือผ้าแพรคนละฝั่งเพื่อทำเป็นประตู ซึ่งถ้าอิงประเพณีดั้งเดิมนั้นมีหลัก ๆ เพียง 3 ประตู คือ ประตูชัย ประตูเงิน และประตูทอง (ตามลำดับ) แต่ก่อนที่ฝ่ายชายจะผ่านแต่ละประตูไปจะต้องบอก ชื่อประตูให้ถูกต้อง และต้องให้ซองแถมพก (ซองใส่เงิน) แก่ผู้เฝ้าประตู ส่วนสาเหตุที่ต้องบอกชื่อประตูนั้น ก็เพื่อเป็น อาณัติสัญญาณบอกให้รู้ว่าใครเป็นใคร แต่ทว่าการกั้นประตูในปัจจุบันนั้นเห็นจะมุ่งเน้นไปที่ การต่อรอง ขอค่าผ่านประตู ในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น ถือเป็นกุศโลบายของคนโบราณให้เกิดการหยอกล้อเพื่อความสนุกสนานเสียมากกว่า หลังจาก ผ่านประตูทุกด่านเรียบร้อยแล้ว ฝ่ายหญิงจะจัดเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารัก ถือพานรองหมากพลูไว้รอเชิญขบวนขันหมาก ของเจ้าบ่าวขึ้นเรือน ซึ่งเจ้าบ่าวต้องเตรียมซองเงินไว้เป็นรางวัล สำหรับเด็กที่มารอรับขบวนขันหมาก


พิธีนับสินสอด

ในพิธีการนับสินสอดนั้นจะกระทำต่อหน้าสักขีพยานของทั้งสองฝ่าย โดยมีผู้ใหญ่ของทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย เป็นผู้ดูแลให้เป็นไปตามขั้นตอน การนับสินสอดนั้นจะเริ่มโดยการวางเงินสินสอดบนผ้าแดงหรือผ้าเงินผ้าทอง จากนั้น ฝ่ายหญิงจะทำการตรวจนับตามธรรมเนียมประเพณี ด้วยเงินสินสอดนั้นโบราณเข้าให้ใส่เกินจำนวนไว้เล็กน้อย เพราะเมื่อถึงเวลาที่ฝ่ายหญิงทำการตรวจนับจะได้ร้องอุทานว่า "เงินเกิน" หรือ "เงินงอก" เป็นเคล็ดว่าต่อไปครอบครัว จะได้มีเงินไหลมาเทมา เสร็จแล้วญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายจะทำการโปรยถั่ว ข้าวตอก ดอกไม้ ฯลฯ ลงบนสินสอด จากนั้นแม่ฝ่ายเจ้าสาวจะห่อสินสอดด้วยผ้าและแบกขึ้นไว้บนบ่า (ตามประเพณีต้องแบกขึ้นบนบ่าเท่านั้น) และให้พูด เอาเคล็ดว่า "ห่อนี้หนักเสียจริง ๆ คงมีเงินทองงอกเงยออกมามากมายเต็มบ้านเต็มเรือน"


พิธีสวมแหวนหมั้น

จะกระทำต่อหน้าสักขีพยานเช่นกัน ซึ่งในที่นี้หมายถึง บิดา มารดา และญาติสนิท รวมถึงเพื่อนฝูงของทั้งฝ่ายชาย และฝ่ายหญิง ซึ่งเมื่อถึงฤกษ์ที่เป็นมงคลแล้วฝ่ายชายจึงทำการสวมแหวนหมั้นให้แก่ฝ่ายหญิง จากนั้นฝ่ายหญิง จะรับไหว้พร้อมกับสวมแหวนแลกกับฝ่ายชาย แต่ที่จริงแล้วของหมั้นนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นแหวนเสมอไป อาจใช้สร้อยคอ กำไล ทองแท่งเป็นของหมั้นก็ได้ แต่ที่นิยมเลือกแหวนก็เพราะเป็นของมีค่าที่ทั้งสองคนสามารถใส่ติดตัวได้ตลอดเวลา


พิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์

พิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์หรือเรียกง่าย ๆ ว่าการรดน้ำสังข์นั้น เริ่มจากการจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย แล้วจึงไปนั่งบนตั่งรดน้ำที่เตรียมไว้ โดยให้ฝ่ายหญิงนั่งทางซ้ายและฝ่ายชายนั่งทางขวา ตลอดการรดน้ำเพื่อนเจ้าบ่าว และเพื่อนเจ้าสาวฝ่ายละ 2 คนยืนประกบอยู่ด้านหลังที่สำคัญต้องเป็นคนโสด จากนั้นเถ้าแก่หรือพ่อแม่ของคู่บ่าวสาว จะสวมมาลัยและมงคลคู่พร้อมกับเจิมที่หน้าผากและเริ่มรดน้ำก่อนตามด้วยญาติผู้ใหญ่ แขกเหรื่อที่อาวุโสกว่า ตามด้วยญาติมิตรและเพื่อนฝูงตามลำดับ พิธีนี้ถือว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญของพิธีแต่งงานเลยทีเดียว เพราะเมื่อทำการ หลั่งน้ำพระพุทธมนต์เรียบร้อยแล้ว ก็เป็นอันว่าชายหญิงคู่นั้น ๆ เป็นสามีภรรยากันถูกต้องตามธรรมเนียม


พิธีรับไหว้

หลังพิธีรดน้ำเสร็จสิ้นจะเป็นพิธีไหว้ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือเพื่อเป็นการฝากเนื้อฝากตัว ถ้าเป็นพ่อแม่ และญาติผู้ใหญ่ต้องกราบ 3 ครั้ง ส่วนญาติคนอื่น ๆ ให้กราบเพียงครั้งเดียวไม่ต้องแบมือ แล้วจึงส่งพานธูปเทียนให้ ผู้ใหญ่จะรับไหว้และให้พร พร้อมกับใส่เงินลงในพานให้เป็นเงินทุน บางแห่งอาจมีการผูกข้อมือด้วยสายสิญจน์ ในขณะอวยพร


พิธีปูที่นอนและส่งตัวเข้าหอ

พิธีนี้จัดได้ว่าเป็นขั้นตอนสุดท้ายของคืนแต่งงาน สิ่งของมงคลที่ต้องเตรียมคือ ฟักเขียวลูกหนึ่ง หม้อใหม่ใส่น้ำใบหนึ่ง หินบดยา และถั่วงาพร้อมทุนสินสอดวางไว้บนพาน แล้วนำไปวางไว้ข้างที่นอนเพื่อเป็น เครื่องหมายสำหรับอำนวยพรว่า "ให้คู่บ่าวสาวมีใจเย็นเสมือนน้ำฟัก มีน้ำใจหนักดั่งศิลา มีแต่ความจำเริญ วัฒนาเหมือนถั่วงา" จากนั้นผู้ใหญ่ฝ่ายบ่าวสาวจึงจัดแจงวางหมอนหนุนศีรษะ และให้ผู้ใหญ่คู่ที่ได้รับเชิญมา จัดทำพิธีนี้ลงนอนก่อนเป็นปฐมฤกษ์ กล่าวให้ศีลให้พรแล้วจึงออกมาจาห้องหอ


พิธีจัดเลี้ยง

ขึ้นอยู่กับความสะดวกของคู่บ่าวสาว


ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก :: นิตยสาร BRIDE

วิธีเลือกสถานที่จัดเลี้ยงให้เหมาะกับงานของเรา

วิธีเลือกสถานที่จัดเลี้ยงให้เหมาะกับงานของเรา

การจะเลือกสถานที่จัดเลี้ยงนั้น เป็นสิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ สำหรับการแต่งงาน เพราะหลังจากดูฤกษ์ดูยามกันลงตัว หาวันแต่งงานได้แล้ว แต่ว่าพอไปหาสถานทีจัดงาน เช่น สโมสรต่าง ร้านอาหาร โรงแรม ไม่ได้ก็ยุ่งเลยล่ะค่ะ เพราะฉะนั้นหลังจากได้วันที่แน่นอนแล้ว ขอแนะนำให้ไปดูสถานที่จัดงานก่อนเลยค่ะ ลองมาดูกันทีละขั้นตอนนะคะ
1. คุณควรจะรู้ก่อนว่าจะเชิญแขกทั้งหมดจำนวนกี่คน เพราะว่าแต่ละสถานที่ ก็มีเนื้อที่จำกัดแตกต่างกันไป ถ้าแขกของคุณเยอะมาก ๆ ก็ หาสถานที่ให้เหมาะกับจำนวนแขกค่ะไปได้เลยค่ะ ง การทราบจำนวนแขกโดยประมาณ จะทำให้เลือกได้ง่ายกว่าค่ะ
2. เรื่องที่สำคัญที่สุด คือ กำหนดงบประมาณ ว่าต้องงบประมาณที่เราจะเช่าสถานที่จัดงาน มีเท่าไหร่ หาให้เหมาะกับงบประมาณจะดีมากค่ะ 3. ต่อมาก็คือ สถานที่ ที่จะใช้จัดงานนั้นอยู่บริเวณไหน ควรจะสะดวกกับคุณ และแขกที่จะมาในงาน เพื่อจะได้กำหนดขอบเขตว่าจะไปหาข้อมูลของสถานที่ใดบ้าง ของคุณ เพื่อจะได้เลือกรูปแบบการจัดเลี้ยงได้เหมาะสม(ควรถามผู้จัดเลี้ยงเกี่ยวกับรายละเอียดการจ่ายเงินด้วยค่ะ)
4. ต่อมาก็คือ ลักษณะของการจัดเลี้ยง 3 แบบค่ะ
- งานเลี้ยงโต๊ะจีน
- งานเลี้ยงบุฟเฟ่ต์ไทย
- งานเลี้ยงบุฟเฟ่ต์นานาชาติ
- งานเลี้ยงค็อกเทล
เมื่อเลือกแบบได้แล้วควรจะขอรายการอาหารที่ทางสถานที่จัดเลี้ยง จะจัดให้กับเราด้วยนะคะ (บางสถานที่จะมีการจัดให้ชิมอาหารฟรี ซึ่งจะจัดเหมือนวันงานค่ะ) ว่าคุณต้องการจัดเลี้ยงอาหารแบบไหน
5. เรื่องของสถานที่จอดรถ ให้พอเพียงกับแขกของเราหรือไม่
6. รายละเอียดทั่ว ๆ ไป เกี่ยวกับ Conceptของงาน หรืออภินันทนาการอื่น ๆ ที่ทางสถานที่จัดงานจะมอบให้ เช่น
- การจัดตกแต่งสถานที่
- ดนตรี
- โปรเจคเตอร์สำหรับฉาย Presentation
- ดอกไม้
- น้ำแข็ง
- เค็ก
- ห้องสวีทสำหรับคู่บ่าวสาว
- ฯ.ล.ฯ
7. สุดท้ายก็เรื่องของเครื่องดื่ม Stockของด้วยนะคะหากในงานของคุณ มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่นเหล้าหรือไวน์ ในวันงานก็ควรจะมอบหน้าที่ให้ใครเป็นคนช่วยเช็ค ก็เป็นสิ่งสำคัญนะคะ

เพื๋อความพร้อมในวันฉลองแต่งงาน(จัดเลี้ยงฉลองมงคลสมรส)

1. พ่องานหรือแม่งาน : สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดก็คือ ก่อนวันงาน ควรจะหาแม่งานหรือพ่องาน อย่างน้อย 1 คน ซึ่งจะเป็นญาติสนิท เพื่อนๆ หรือจะจ้างทีมงานก้อได้ ให้รับหน้าที่ดูแลทุกอย่างในวันงานแทนคู่บ่าวสาว เพราะว่าวันนั้นบ่าว-สาวะยุ่งมากๆ มีหน้าที่เป็นตัวเอกของงานเท่านั้น พ่องานหรือแม่งานจะรับหน้าที่ดูแลทุกอย่างในงาน เพื่อความสะดวก และราบรื่นของงานค่ะ
2. คุณควรจะนัดช่างภาพให้มาเร็วหน่อย เพื่อที่จะนัดแนะว่าจะถ่ายภาพกันแบบไหน มุมไหน ของสถานที่นั้นสวย ช่างภาพควรจะมาตระเตรียมทุกอย่างก่อน เช่น แสงไฟในงาน หรือขณะตัดเค้ก ช่างภาพจะถ่ายจากมุมไหน คุณจะต้องหันไปยิ้มทางไหน ไม่ใช่เค้กบังหมด
3. ทดลองฉาย Presentation ก่อนที่งานจะเริ่มขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้มีปัญหาผิดพลาด
4. เรื่องของไฟ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่จะต้องตระเตรียม กับฝ่ายจัดเลี้ยงว่า ช่วงเวลาไหนจะเปิดไฟ สว่างมากน้อยขนาดไหน เช่น ช่วงที่เปิด Presentation ก็ปิดไฟ, ช่วงที่ประธานขึ้นกล่าวคำอวยพร ก็เปิดไฟสว่าง, ช่วงที่เจ้าบ่าว- เจ้าสาว ตัดเค้ก ก็อาจจะเปิดไฟสลัว เป็นต้น
5. บันทึกเบอร์โทรของคุณ และรายชื่อ ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่คุณต้องติดต่อวันงาน เช่น ช่างภาพ, ช่างแต่งหน้า, ช่างทำผม .. ฯลฯ ให้พ่องานหรือแม่งาน
6. เตรียมเงินสดไว้พอประมาณ ให้พอกับที่คุณจะต้องจ่าย เป็นค่าต่างๆ หรือค่ามัดจำ ที่ต้องจ่ายวันงาน
7. ควรจะบอกกับทางโรงแรมหรือสถานที่จัดเลี้ยงให้กันอาหาร ให้กับครอบครัว เจ้าบ่าว-เจ้าสาว อย่างน้อย 1 ชุด ไม่เช่นนั้น เสร็จงานแล้วอาหารมักจะหมด หรือไม่ก็ทางสถานที่จัดงานก็จะเก็บไปหมด ปกติแล้วเจ้าบ่าว-เจ้าสาวจะมัวแต่รับแขก เลยไม่ได้ทานอาหาร ในงานของตัวเองเลย